แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ok แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ok แสดงบทความทั้งหมด

12/30/2554



     เคยรู้สึกเช่นนี้บ้างไหม
     ตื่นเช้ามาไม่อยากไปทำงาน รู้สึกหดหู่ เบื่อหน่าย
     เคยรู้สึกไหมว่า แต่ละวันในการทำงานมันช่างผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน
     เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้บ้างไหม คือชอบหาโอกาสลางาน หรือหลีกเลี่ยงงานอยู่เสมอ
     ทั้งหมดนี้เป็นคำถาม หรืออาการแสดง เพื่อให้คุณเริ่มสำรวจตัวเองว่าคุณกำลังมีความสุข 
     หรือมีความทุกข์กับการทำงานของคุณ

     ความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย ความจริงข้อหนึ่งของความสุขก็คือ ความสุขขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของบุคคล มากพอๆกับปัจจัยภายนอกที่มากระทบ ดังนั้นการบริหารจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะสร้างความสุขให้กับตัวคุณเองได้ เช่น การฝึกจิต จึงมีวิธีสร้างความสุขในการทำงานแบบง่ายๆ มาแนะนำ ดังนี้...
อย่า” คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเล็กน้อย
     อย่าเก็บทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาคิด หรือนำมาเป็นอารมณ์ซะทุกเรื่อง ให้คิดว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หากมัวแต่เสียเวลาคิดว่า วันนี้โดนหัวหน้าตำหนิว่าทำงานแย่มาก เพื่อนร่วมงานพูดจากระแนะกระแหน หรือพูดจาเสียดสีคุณ แม้คุณจะปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรมของคนอื่นมีผลทำให้คุณมีความสุข หรือมีความทุกข์ได้ก็ตาม 

สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบทำให้คุณไม่มีเวลาคิดจะสร้างหรือพัฒนางานของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะคิดมากกว่า ดังนั้นคุณต้องฝึกให้ตัวเองใช้เวลาในแต่ละวันคิดถึงเป้าหมายและวิธีที่จะไปสู่เป้าหมาย ความคิดนี้จะส่งผลให้คุณมีความกระตือรือร้นในการทำงาน และสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ตลอดเวลามากกว่า
อย่า” ต่อว่าองค์กร      องค์กรเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง คุณต้องใช้เวลาในชีวิตประจำวันของคุณอยู่ที่ทำงาน มากกว่าอยู่ที่บ้านของตัวเองเสียอีก หลายต่อหลายคนมักจะมีความรู้สึกว่า ทำงานเพื่อรอรับเงินเดือน และมักจะต่อว่าองค์กรในทางที่ไม่ดีเสมอ บ่นว่าเงินเดือนก็น้อย โบนัสก็ได้แค่นี้เอง สวัสดิการไม่เอาไหน และอื่นๆ อีกมากมาย

 คิดในมุมกลับไม่มีองค์กรไหนที่ไม่เห็นความสำคัญของตัวคุณ นอกจากองค์กรที่คุณกำลังทำงานอยู่ เพราะเขายอมรับและให้โอกาสคุณเข้ามาร่วมงาน นั่นเพราะองค์กรเห็นศักยภาพ และความสามารถในตัวคุณ ซึ่งไม่เหมือนกับองค์กรอื่นที่ปฏิเสธและไม่ยอมรับคุณ หากคุณคิดได้เช่นนี้ ก็น่าจะทำให้คุณมีความรู้สึกดีๆ ต่อองค์กรแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดต้องรักหรือผูกพันก็ได้
อย่า” เลือกทำงานที่รัก     ขอให้ “เลือกรักงานที่ทำ” เพื่อให้มีความสุขและสนุกกับงานที่กำลังทำอยู่ ลองพิจารณาคำถาม เหล่านี้ดู
     งานที่คุณกำลังทำคืออะไร
     คุณได้ประโยชน์อะไรจากการทำงานนั้น

     คุณต้องปรับปรุงพัฒนางานอย่างไร
     คุณต้องปรับปรุงความสามารถด้านใด
     งานที่ทำอยู่มีอะไรนำไปใช้กับอนาคตของคุณ
     ง่ายๆ ก็คือ คุณต้องมีเป้าหมายในการทำงานนั่นเอง หากตอบคำถามทั้ง 5 ข้อแล้วคุณจะค้นพบคุณค่า (value)” ที่เกิดขึ้นในตัวคุณ คุณค่านี้จะทำให้คุณมีความสุขกับการทำงาน ตื่นตัว กระตือรือร้น และอยากพัฒนาตนเองในทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา
อย่า ให้ร้ายหัวหน้า
     ในชีวิตการทำงาน คุณไม่สามารถเลือกทำงานกับหัวหน้าที่เป็นแบบฉบับที่คุณชอบได้หรอกค่ะ คุณอาจต้องนั่งกุมขมับทุกวัน เพราะเข้ากับหัวหน้าไม่ได้

 หัวหน้าบางคนเจ้าอารมณ์ บางคนสั่งอย่างเดียว บางคนชอบให้ประจบ บางคนทั้งวันทำแต่งาน ไม่ให้พักผ่อนยืดหยุ่นบ้างเลย เนื่องจากเลือกหัวหน้าไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดคือ ควรเข้าใจเหตุผลของการคิดและการกระทำของหัวหน้าคุณ เคารพและให้เกียรติหัวหน้าคุณ คอยให้การสนับสนุนและช่วยเหลือหัวหน้าเท่าที่จะทำได้

อย่า ดูถูกเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้าง
     ไม่มีใครประสบความสำเร็จในการทำงานโดยลำพังได้ ทุกคนมีศักยภาพมีคุณค่าในตัวเขา อย่าดูถูกความคิดหรือความสามารถของคนอื่น ทุกคนมีความเด่น ด้อย แตกต่างกัน คุณสามารถทำงานของตนเองได้ดี แต่ไม่สามารถทำงานของคนอื่นได้ 

เพราะฉะนั้นควรให้เกียรติเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้าง เพราะในความเป็นจริงแล้วมีปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้วัดความสามารถของคน เช่น การควบคุมอารมณ์และการปรับตัว สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ ศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับคนได้ทุกประเภททุกระดับ
     จิตใจดีเป็นดั่งสวน ความคิดดีเป็นดั่งรากไม้ คำพูดดีเป็นดั่งดอกไม้บานสะพรั่ง การกระทำดีเปรียบเสมือนผลไม้ จิตใจดี คิดดี พูดดี และกระทำดี คือ พรอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ทุกคนมีความสุข.

*****
บทความจาก
http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=471947&Ntype=128

5/02/2554

บันได 10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการทำงาน

บันไดสู้ความสำเร็จในการทำงาน


เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน คนเราควรตั้งเป้าหมายของชีวิตเตรียมไว้ว่าภายในกี่ปี จะขึ้นไปอยู่ในจุดใด ตำแหน่งใด เพราะการมีเป้าหมายจะทำให้เรากำหนดทิศทางการทำงาน การปฏิบัติตัวของเรา เพื่อให้ไปถึงจุดนั้นได้ในเวลาที่กำหนด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน มักพูดแนะนำอยู่เสมอถึงวิธีการที่พวกเขาปฏิบัติตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนทำงานมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น ดังนี้
  1. ข้อแรกเลยที่จะทำให้คุณทำงานได้ดี คือ ต้องสนุกสนานกับงานที่ทำ เมื่อคุณทำงานด้วยความสนุก คุณจะมีแรงขับ ในการพยายามที่จะทำงานให้ได้ดีที่สุด และประสบความสำเร็จ
  2. นอกจากสนุกสนานแล้ว ยังต้องใส่ความเอาจริงเอาจังมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จลงไปด้วย ความเพียรพยายาม จะนำพาคุณไปพบกับความสำเร็จในที่สุด
  3. ความเชื่อมั่นในตนเองต้อง มีอยู่เสมอ เพราะนั่นจะทำให้คุณกล้าคิดกล้าทำ ซึ่งจะทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่น ๆ ที่มักทำตัวเป็นผู้ตามที่ดี ชอบทำตามที่คนอื่นคิด มากกว่าชอบแสดงความคิดเห็น
  4. มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่ง ประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้จากความคิดสร้างสรรค์ ถ้าคุณเป็นนักคิด รับรองได้ว่า คุณจะเป็นที่ต้องการของทุกองค์กรอย่างแน่นอน แม้ว่าวันนี้ยิ่งที่คิดอาจจะยังไม่เวิร์ก แต่ถ้าคุณยังไม่หยุดคิด สักวันมันต้องเวิร์ก
  5. เมื่อคนจากหลากหลายสังคมมาอยู่รวมกันในสังคมใหม่ สิ่งที่ต้องการคือการปรับตัวได้รวดเร็ว คุณอาจต้องเพิ่ม หรือลดพฤติกรรม หรือนิสัยบางอย่างของคุณ เพื่อให้เข้ากับสังคมในที่ทำงานให้ได้อย่างรวดเร็ว
  6. มีทีท่าในทางบวก คนที่คิดบวกจะแสดงท่าทีในทางบวก ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นที่รักและชื่นชมของคนรอบข้าง
  7. เรื่องความมีระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ทุกคนถูกสอนมาตั้งแต่เล็ก ๆ อยู่แล้วในการทำงานก็เช่นกัน ต้องมาทำงานตรงเวลา ส่งงานตรงเวลา ปฏิบัติตามกฎบริษัทอย่างเคร่งครัด
  8. มีความซื่อสัตย์ และช่วยเหลือผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จ คนดี มีน้ำใจ อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรักเอ็นดู และคอยสนับสนุน ให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
  9. กล้าหาญที่จะเสี่ยง แน่นอนว่าไม่มีงานใดที่จะราบรื่นไปเสียทุกงาน เมื่อพบเจอกับอุปสรรค คุณต้องกล้าพอที่จะเสี่ยง เพื่อก้าวข้ามพ้นอุปสรรคไปให้ได้
  10. สุด ท้าย ถึงแม้ว่าที่กล่าวมาข้างต้นคุณจะมีดีพร้อมหมดแล้วทุกอย่าง แต่หากคุณไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้น คุณจึงควรพัฒนาการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอยู่เสมอ เพื่อให้คุณสามารถถ่ายทอดแนวคิดต่าง ๆ เข้าถึงทุกคนได้อย่างแม่นยำ

5/01/2554

ตั๊ก

สุดเซ็กส์ซี่่



ลดผลข้างเคียงจากคีโมด้วย เบต้ากลูแคน




 ทำไมทำคีโมถึงเจ็บ ทั้ง ๆ ที่เป็นการให้ยา
            ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดในขณะที่ให้อยู่จะไม่มีอาการเจ็บ แต่ว่าหลังจากกลับไปบ้านแล้ว 2–3 วัน ยาบางชนิดอาจทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย กระดูก กล้ามเนื้อได้ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการไม่มากนักแต่ก็มีบางคนอาจจะปวดมากเช่นกัน ปกติหมอก็จะให้ยาแก้ปวดมารับประทานให้บรรเทาได้ อาการเหล่านี้จะเป็นแค่ชั่วคราวไม่นานก็หายไป แต่คนที่ปวดมากๆ จนลุกไม่ไหว ทำอะไรไม่ได้เลย ก็อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนชนิดของยาในรอบต่อไป
     1. มีวิธีป้องกันรักษาอาการข้างเคียงของเคมีบำบัดหรือไม่
            มีหลายวิธีและได้ส่วนใหญ่ให้ผลเป็นที่พอใจ ทำให้อาการข้างเคียงต่างๆ นั้นดีขึ้นมาก เช่น ยาแก้อาเจียนยุคใหม่ สามารถระงับอาการได้เกือบทั้งหมด การเลือกใช้ยาที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยก็เป็นสิ่งสำคัญ การใช้ยากระตุ้นการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง การใช้ยาที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเซลล์ปกติไม่ให้ได้รับพิษ หรือผลกระทบจากยาเคมีบำบัดมาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด 
     2. อาการข้างเคียงที่เห็นได้ชัดเจนในระหว่างการให้ยาคือ
           ที่เห็นได้ชัดเจนแบบทันทีทันใดที่เจอบ่อยที่สุด อาการคลื่นไส้ อาเจียน บางคนมีอาการแพ้ยาเคมีบางชนิดรุนแรง คือ อึดอัด หายใจไม่ออก หายใจไม่ทั่วท้อง ความดันต่ำ แต่อาการรุนแรงเหล่านี้มีโอกาสเกิดน้อยมากและจะเกิดกับยาบางตัวที่ให้ในรูปของการฉีดเข้าเส้นเลือดเท่านั้นครับ
     3. อาการผมร่วง สาเหตุของผมร่วงนั้นเกิดมาจากอะไร มีเซลล์หรือสารประกอบในยาที่มีผลกระทบต่อการหลุดร่วงของเส้นผมหรือไม่
            ยาเคมีส่วนใหญ่ก็จะทำให้ผมร่วงแต่ไม่ถาวร ระหว่างให้ยาเคมีเมื่อผมไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่มันจะมีแต่ร่วงกับร่วง แต่หลังจากหยุดยาเคมีแล้ว 2 เดือน มันก็จะงอกขึ้นมาใหม่เหมือนเดิมได้ หมอมักจะแจ้งผู้ป่วยให้ทราบก่อนให้ยาเสมอ แนะนำว่าช่วงให้ยาอาจจะพิจารณาใส่วิก ใส่หมวก หรือใช้ผ้าโพกศรีษะไปก่อน
     4. ทำไมเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด ถึงต่ำกว่าปกติ
            การได้รับยาเคมีบำบัด อาจทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดน้อยหรือต่ำกว่าปกติได้ เพราะผลจากการกด การทำงานของไขกระดูก
          ภาวะ เม็ดเลือดขาวน้อย ทำให้การต้านทานต่อโรคลดลงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ควรดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น หัด หวัด อีสุกอีใส หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หมั่นสังเกตอาการติดเชื้อ เช่น มีไข้ ไอ ปัสสาวะแสบขัด ถ่ายเหลว หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์ก่อนนัด
          ภาวะ เม็ดเลือดแดงน้อย ทำให้มีอาการซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ควรพักผ่อนให้มาก หากซีดมากอาจให้เลือดทดแทนหรือให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดแดง
          ภาวะ เกล็ดเลือดน้อย ทำให้มีเลือดออกง่าย หยุดยาก มีจุดและจ้ำเลือดตามตัว ขณะที่เกล็ดเลือดต่ำควรระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ การใช้มีดหรือของมีคม อย่าซื้อยามารับประทานเองโดยเฉพาะยากลุ่มแอสไพริน ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนิ่มๆ ระวังอย่าให้ท้องผูก หากมีเกร็ดเลือดต่ำมากแพทย์จะให้เกร็ดเลือดทดแทน
    5. มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ อย่างไร
           ในเพศหญิงประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอหรือขาดช่วงปกติ ส่วนเพศชายอาจจะทำให้เป็นหมันชั่วคราว และแนะนำว่าควรคุมกำเนิดในขณะที่ให้ยา เพราะยาเคมีก็มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ด้วย
    6. ส่งผลกระทบด้านอารมณ์ อย่างไรบ้าง
           มีแน่นอนครับ ส่วนใหญ่ก็จะเครียด วิตกกังวลไปต่างๆ นานาทั้งเรื่องตัวโรคเอง เรื่องการรักษาและการให้ยา ยาบางชนิดก็ทำให้คนไข้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบ บางคนต้องทานยาคลายครียด หรือใช้วิธีอื่นช่วย เช่น ทำสมาธิ อ่านหนังสือ สวดมนต์ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะปรับตัวได้ดี


คำแนะนำ สำหรับแก้อาการแพ้คีโม (Woman's Story)

          การเกิดผลข้างเคียงของผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยเคมี หรือ คีโม นั้น จะมีอาการมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งมีวิธีแก้ไขตามอาการของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ อาจจะช่วยให้ผ่อนหนักให้เป็นเบา

          อาการที่มักจะพบบ่อยครั้งก็คือ การอาเจียน ซึ่งแพทย์จะให้ยาแก้อาเจียนมาให้รับประทาน ส่วนอาหารจะงดเว้นอาหารทอด รสหวาน น้ำมันมาก และกลิ่นฉุน อีกทั้งควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ เคี้ยวให้ละเอียด บางรายหากมีอาการรู้สึกปวดแสบระหว่างปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปน พร้อมมีอาการไข้ ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือเลือกดื่มน้ำผลไม้ น้ำชาชงอ่อน ๆ หรือน้ำซุปร่วมด้วยก็ได้

          ส่วนใครที่ท้องเสีย ควรงดดื่มนมและไม่รับประทานอาหารจำพวกเส้นใยสูง ตรงกันข้ามหากท้องผูก ให้พยายามรับประทานอาหารกากใยสูง ส่วนผู้ที่ริมฝีปากมีอาการอักเสบ เยื่อบุช่องปากแห้ง สีซีด มีเลือดออก ภายในช่องปากมีแผล ให้บ้วนปากด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ ร่วมกับการรับประทานอาหารรสจืด ใช้ครีมทาริมฝีปากไม่ให้แห้งแตกก็น่าจะเพียงพอ

          นอกจากนี้ ก็จะมีอาการผมร่วง ซึ่งควรสระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยนด้วยน้ำเย็น สวมหมวกเวลาออกกลางแจ้ง งดการใช้ไดร์เป่าผม หวีหรือแปรงผมเบา ๆ แต่ถ้าอาการทั้งหมดที่ว่ามานี้ยังเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่อง หรือรุนแรงให้รีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน
เบต้ากลูแคน
ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบ


http://betaglucan1316.igetweb.com/index.php

โยคะสายตา



ดูแลสุขภาพดวงตาง่ายๆ ด้วยโยคะสายตา
ชีวิตยุคไอที การใช้งานคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัย
เพื่อทำงาน หรือติดตามข่าวสาร จำเป็นต้องใช้สายตาจ้องมองเป็น



เวลานาน การดูแลสุขภาพดวงตาจึงเป็นสิ่งสำคัญเทคนิคเพื่อบริหารดวงตาให้มีสุขภาพดีนั้นมีหลากหลาย โยคะมีการบริหารดวงตา
โดยต้องถอดแว่นหรือคอนแทคเลนส์ออกก่อน แล้วทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้



ขั้นตอนที่ 1 หลับตาแล้วถูฝ่ามือสองข้างเข้าหากันไปมาอย่างเร็วจนรู้สึกร้อน

ขั้นตอนที่ 2 ประคบฝ่ามือทั้งสองข้างนาบกับหนังตานานประมาณ 1 นาที
ให้รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่จากฝ่ามือสู่ดวงตา

ขั้นตอนที่ 3 ผ่อนคลายความเคร่งเครียดทั้งมวลลงพร้อมทั้งหายใจลึกๆ
นำมือออก ลืมตาขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 เคลื่อนสายตาจากซ้ายไปขวา โดยมองไปยังที่ไกลๆ จากมุมซ้ายสุด
แล้วกวาดสายตาไปยังมุมขวาสุด ทำซ้ำกัน 4 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 5 ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1-3 แล้ว เคลื่อนสายตาจากมุมขวาบนไปยัง
มุมซ้ายล่างเป็นเส้นทแยงมุม ทำซ้ำๆ กัน 4 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 6 ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1-3 แล้ว เคลื่อนสายตาโดยกวาดสายตาเป็นวง

(ทิศทางตามเข็มนาฬิกา) ทำซ้ำกัน 4 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 7 ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1-3 แล้ว
เคลื่อนสายตาจากบนสุดลงมายังจุดล่างสุด
โดยมองไปยังจุดไกลๆ ที่สุดด้านบน
แล้วกวาดสายตาลงมายังจุดด้านล่างอย่างช้าๆ
ทำซ้ำกัน 4 ครั้ง

ขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตนเองเพียงแค่นี้ ก็สามารถดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดี


ที่มา: เคล็ดลับ...เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีของคุณ

4/30/2554

แม่




คุณลืมผู้หญิงคนนี้แล้วหรือยัง?












แม่






เมื่อปีที่แล้ว หญิงมีอายุระดับคุณยายคนหนึ่งได้ให้ สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเนื่องในวันแม่ว่า
"ลูกชายไม่ค่อยมาหา ลูกบอกว่าวันเสาร์อาทิตย์ไม่ค่อย จะว่างเพราะนัดเพื่อนเล่นกอล์ฟ"
รายนี้บอกได้เลยว่าลูกชายให้ความสำคัญกับกีฬากอล์ฟ มากกว่าแม่หรืออาจจะคิดว่าการนัดเล่นกอล์ฟกับเพื่อน เพื่อนรอไม่ได้ แต่แม่รอได้เพราะไปหาแม่เมื่อไร เวลาใด ไม่เคยไม่พบแม่ แม่จะรอลูกอยู่เสมอทุกวินาที

คุณยายอีกคนหนึ่งอยู่ที่บ้านพักคนชราบอกว่า ลูกๆ จะมาเยี่ยม
ปีละ ครั้งบ้าง 2 ครั้งบ้าง ไม่เป็นไรหรอก เพราะลูกอยู่ไกลและต้องทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว





รายนี้บอกได้เลยว่า คนที่เกิดเป็นแม่พร้อมที่จะให้อภัยลูกได้เสมอแม้บางปีลูกไม่มาเยี่ยมแม่เลย แทนที่แม่จะโกรธแต่กลับเป็นห่วงลูก กลัวว่าลูกต้องมีปัญหาแน่ๆ มิเช่นนั้นจะต้องมาหาแม่
ลูกบางคนแม่ส่งเงินให้เล่าเรียน จนมีความรู้และมีอาชีพ แต่พอได้เงินเดือนไม่เคยส่งเงินให้แม่ใช้ โดยให้เหตุผลกับแม่ว่า เงินเดือนไม่พอจ่ายเพราะเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เงินเดือนยังน้อย
หลังจากนั้นเมื่อมีเงินเดือนมากขึ้นก็ไม่ได้ส่งเงินให้แม่อีกนั่นแหละโดยให้เหตุผลว่า จะต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน
แม่ก็ไม่ว่า ขอให้ลูกมีบ้านและมีรถใช้จะได้สบายไม่ต้องลำบากเหมือนแม่ที่ต้องโหนรถเมล์ มาเกือบตลอดชีวิต พอลูกมีบ้าน ก็ไม่ได้ส่งเงินให้แม่ตามเคย โดยอ้างว่าต้องมีภาระส่งลูกเรียนหนังสือ

      ข้าราชการบางคนอุตส่าห์ซื้อของดีๆ ให้เจ้านายในวันปีใหม่แต่ไม่ซื้ออะไรให้แม่สักชิ้นเดียวโดยคิดว่า ยังไงๆ แม่ก็คือแม่ซึ่งต้องรักลูกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องประจบก็ได้

ตรงข้ามกับที่เล่ามาแล้วข้างต้น ผมเคยซึ้งใจกับคนบางคนที่คิดถึงแม่บ่อยมากโดยเฉพาะตอนวันเกิด เขาพูดกับผมเองว่าคนเรานี้ก็แปลกพอถึงวันเกิดของตัวเอง แทนที่จะคิดถึงแม่ว่า เป็นวันที่แม่ต้องเจ็บปวดคลอดเราออกมา แต่กลับไปเลี้ยงฉลองวันเกิดให้กับตัวเอง ที่ถูกต้องน่าจะไปกราบที่ตักแม่ ขอบคุณแม่ที่เกิดเราออกมาให้มนุษย์


อีกรายหนึ่งเป็นแค่คนใช้ ได้เงินเดือนไม่มากแต่อุตส่าห์ส่งเงินให้แม่ทุกเดือน น้ำใจของเธอจึงยิ่งใหญ่กว่าคนที่เรียนจบด็อกเตอร์แต่ไม่เคยให้เงินแม่ใช้และพอใกล้วันสงกรานต์ คนใช้จะลางานกลับบ้านเพื่อซื้อของไปกราบแม่
ที่ผมรู้เรื่องนี้ก็เพราะเพื่อนเล่าให้ฟัง เพื่อนบอกว่า เพราะคนทำเป็นตัวอย่างให้เห็นทำให้เขาได้นึกถึงแม่ และได้กลับไปเยี่ยมแม่บ่อยขึ้นและในวันสงกรานต์ทุกปีจะต้องเลียนแบบคนใช้คือกลับไปกราบแม่


ผมชอบไปนวดแผนโบราณที่สถานสงเคราะห์คนตาบอดที่เมืองนนท์ หมอนวดคนหนึ่งบอกว่า พอเขาได้เงินครั้งแรกจากการนวด เขาได้ไปตลาดปากเกร็ด นนทบุรี เพื่อหาซื้อปลาทูตัวใหญ่ๆ ส่งไปให้แม่ที่อยู่เชียงราย
ที่ซื้อปลาทูก็เพราะรู้ว่าแม่ชอบกินเมื่อผมถามว่า ที่เชียงรายไม่มีปลาทูขายหรือ เขาตอบว่า มีขายแต่จะมีแต่ปลาทูตัวเล็กไม่ใหญ่เหมือนที่ตลาดปากเกร็ด แม้คนพิการตาบอดก็ยังนึกถึงแม่ แล้วคนตาดีล่ะ

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดิน ไหวที่คร่าชีวิตชาวจีนในจังหวังซื่อชวนไปกว่า 3 หมื่นชีวิต
  ได้มีเรื่องราวน่าสลดเกิดขึ้นมากมาย แต่ระหว่างช่วงนาทีอันสุดระทมนั้น 
 ก็ยังมีเรื่องสุดประทับใจเกิดขึ้น
 เมื่อทีมกู้ภัย เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่คาดว่าจะรอดชีวิตใต้ซากตึกหักพัง
 เขาได้เห็นแผ่น หลังของหญิงคนหนึ่ง
 จาก ท่าทางกำลังคุกเข่าอยู่ แต่ก็เชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว
 เมื่อเข้าไปดึงตัวเธอออกมา ก็พบสิ่งสะเทือนใจ
 เพราะในอ้อมกอดของเธอมีเด็กชายที่กำลังดูดนมจากอกของเธออยู่
  ที่สำคัญ เด็กน้อยคนนี้ยังมีลมหายใจอยู่


 … ใช่! เขารอดชีวิต แต่แม่ของเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อเขาแล้ว
 ไม่ เพียงเท่านี้ ทีมหน่วยกู้ภัยยังเหลือบเห็นมือของเธอ ที่กำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น
  และเมื่อหยิบออกมาดู ก็พอข้อความที่เธอพิมพ์ผ่าน SMS เอาไว้
 เพื่อบอกลาลูกน้อยสุดที่รัก
  ข้อความนี้ เป็นข้อความสั้น ๆ ที่กลั่นออกมาจากหัวใจของแม่ที่ใกล้สิ้นลม
  เพื่อส่งผ่านความ รักแบบไร้เงื่อนไข แม้แต่ชีวิตก็ยอมให้กับลูกของเธอได้
  หน้าจอมือถือ มีข้อความว่า

“ ลูกรักของแม่ … ถ้าลูกมีชีวิตรอด แม่อยากบอกให้ลูกรู้ว่า แม่รักลูกมาก ”

ขอบคุณบทความดี ๆ จากอีเมล์ฟอเวิร์ด


มะม่วง



 มะม่วง (Mango)
มะม่วง ผลไม้ยอดฮิตที่นิยมบริโภคตลอดปี ไม่ว่าจะบ้านไหน เรือนไหนก็นิยมปลูกกันไว้ในรั้วบ้าน มะม่วงนอกจากจะนำมารับประทานได้หลายรูปแบบแล้วยังเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาได้เป็นอยางดี ส่วนอื่นๆ ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ อาทิ ใบ ดอกมะวม่วง มีวิตามินเอและซีสูง และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีก เรียกได้ว่า มะม่วงลูกหนึ่งมีสารอาหารเกือบครบเลยทีเดียว โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาจหายไปได้โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะมะม่วงก็มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากเหมือนกัน
สรรพคุณทางยาสมุนไพร
เมล็ดสดๆ มารับประทาน หรือนำมาโรยเกลือ รับประทานเพื่อขับปัสสาวะหรือแก้บวมน้ำ เนื้อในเมล็ดใช้แก้ท้องร่วง
ผลมะม่วง นำมาคั้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะหรือร้อนใน แก้คลื่นไส้ แก้บิดถ่ายเป็นเลือด และใช้เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร
ใบมะม่วง นำมาพอประมาณต้มรับประทานแก้ซางตานขโมยในเด็ก แก้ลำไส้อักเสบ หรือใช้ใบสดๆ ตำพอกบริเวณที่เป็นแผลสด จะเป็นยาสมานแผลสดได้ดีที่เดียว
เปลือกลำต้นมะม่วง ใช้เปลือกสดๆ มาต้มรับประทานเป็นยาแก้โรคคอตีบ เยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ
คุณค่าทางอาหาร
มะม่วงดิบมักออกรสเปรี้ยว เอาไปทำของคาวได้หลายอย่าง ที่เห็นบ่อยมากคือ นำไปจิ้มน้ำพริก ใช้ยำ หรือผสมอาหารที่มีรสเปรี้ยวแทนมะนาว เช่น ยำมะม่วง น้ำพริก ต้มยำ
ในส่วนที่นำไปเป็นของว่างนั้น มะม่วงดิบรับประทานเป็นมะม่วงน้ำปลาหวาน เมี่ยงส้ม มะม่วงสุกที่มีรสหวาน นำมารับประทานกับข้าวเหนียว กวนเป็นแผ่น หรือนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้
มะม่วงอุดมด้วยฟอสฟอรัส และแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันไม่ให้เปราะหักง่าย นอกจากนั้นยังมีวิตามินซีอยู่ในปริมาณมาก ช่วนเสริมสร้างภูมิคุ้นกันให้แข็งแรง ป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคหวัด และมีวิตามินบี 1ป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ถ้าอยากสวยง่ายๆ
ก็แค่เอามะม่วงสุกสักผลปั่นนำมาพอหน้า พอกเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
จะเป็นการรักษาผิวหน้าให้คงความงามอยู่ตลอดไป
สูตรนี้ไม่มีการโฆษณาเกินว่าหน้าเด้ง แต่พูดได้ว่าช่วยบำรุงผิวหน้าได้จริงๆ
มะม่วงดิบหรือสุกอย่างไหนมีประโยชน์กว่ากันครับ
มะม่วงดิบหรือสุกอย่างไหนมีประโยชน์กว่ากันครับ อย่างไหนมีวิตามินมากกว่ากัน อย่างไหนอ้วนกว่ากัน กินมะม่วงมาก ๆ มีผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลหรือน้ำตาลในเลือดหรือไม่ครับ
คำตอบที่ดีที่สุด 
คลอเรสเตอรอลมีเฉพาะในสัตว์เท่านั้นครับ ในผักผลไม้ไม่มีคลอเรสเตอรอลครับ

ส่วนถ้าพูดถึงน้ำตาลถ้ามะม่วงลูกเดียวกันมีประมาณน้ำตาลเท่าๆ กันครับตอนสุกกะดิบ เพราะตอนดิบน้ำตาลอยู่ในรูปแป้ง แต่ตอนสุกมันเปลี่ยนเป็นน้ำตาล (ซึ่งแป้งกะน้ำตาล ก็อยู่ในกลุ่มอาหารที่เราเรียกว่า คาร์โบไฮเดรต ครับ
 มะม่วงสุกก็มีเบต้าแคโรทีนมากกว่า ผักผลไม้สีเหลือง สีส้มทุกชนิดจะมีเบต้าแคโรทีนครับ
 พูดถึงระดับน้ำตาลมะม่วงสุกจะทำให้ระดับน้ำตาลขึ้นเร็วกว่า เพราะน้ำตาลในผลไม้สูงเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ทำให้ย่อยและดูดซึมได้ง่ายกว่า มะม่วงดิบซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงซ้อน ต้องย่อยหลายครั้งทำให้ดูดซึมได้ช้ากว่า แต่อย่างไรก็ตามในมะม่วงลูกเดียวกัน ตอนสุกกะตอนดิบบอกไปแล้วว่ามีปริมาณน้ำตาลใกล้เคียงกัน

น้ำ็มะม่วง


อร่อยแล้วยังมีประโยชน์อีกด้วย เหมาะจะปั่นให้เด็กๆ ทานหลังกลับจากโรงเรียนนะคะ เพราะในมะม่วงมีวิตามินซีสูงมาก แล้วยังช่วยเป็นยาระบายสำหรับเด็กๆ ได้อีกด้วยค่ะ
สิ่งที่ต้องเตรียม
มะม่วงสุก 1 ลูก
น้ำต้มสุก 150 มล.
น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ (ส่วนผสมน้ำเชื่อมอัตราส่วน น้ำตาล 2 : น้ำ 1)


เกลือป่น 1/2 ช้อนชา


วิธีทำน้ำมะม่วง
- ล้างมะม่วงสุก ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ถ้วยเตรียมไว้
- ใส่เนื้อมะม่วงลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำต้มสุก เกลือป่นและน้ำเชื่อม
- ปั่นทุกอย่างให้เข้ากัน จะได้น้ำมะม่วงสีเหลืองสวยเนื้อเนียน เทใส่แก้วแล้วดื่มทันทีหรือนำไปแช่ในตู้เย็นได้แต่ต้องรีบทานให้หมดภายในวันเดียวนะคะ

เคล็ดลับ 
ถ้าใครอยากทานให้มีอรรถรสเพิ่มอีกแล้วละก็ ขอแนะนำให้ต้มสาคูเม็ดเล็กให้สุก แล้วนำไปใส่ในน้ำมะม่วงที่ปั่นแล้วคนให้เข้ากัน เวลาทานได้อารมณ์เคี้ยวเม็ดสาคูไปด้วยอร่อยสุดยอด